สอท. ชี้ แนวโน้มอุตสาหกรรมครึ่งปีหลังโตตามส่งออก-วัสดุก่อสร้าง อาหาร ยานยนต์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์สดใส แนะผู้ประกอบการเร่งปรับตัวรับ 4.0

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 จะสามารถขยายตัวได้ตามภาคการส่งออกที่ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่เติบโต ส่งผลดีจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ภาคการบริโภคที่จะปรับตัวดีขึ้นจากการฟื้นตัวของรายได้ภาคเกษตร รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่องจะสนับสนุนให้เกิดอุปสงค์ต่อเนื่องมายังสินค้าอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตามต้องระมัดระวังเรื่องของต้นทุนการผลิต จากค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากเกินไป โดยธนาคารแห่งประเทศไทยควรเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด โดยภาคอุตสาหกรรมที่มองว่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้ในภาคการช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ วัสดุก่อสร้างที่ได้รับอานิสงค์จากการลงทุนของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมอาหารจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่หลากหลาย อุตฯไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จากการความต้องการใช้ HDD ในการเก็บสำรองข้อมูลมากขึ้น อุตฯยานยนต์จากการหมดมาตรการรถยนต์คันแรก ที่จะทำให้มีการโอนกรรมสิทธิ์และเปลี่ยนรถยนต์ใหม่ รวมถึงอุตฯสิ่งทอที่จะขยายตัวตามภาวะเศรษกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน ส่วนเครื่องนุ่งห่ม การส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปยังคงทรงตัวตามความต้องการในตลาดหลัก

ทั้งนี้ภาพรวมของอุตสาหกรรมไทยจะต้องปรับตัวให้ความสำคัญนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ สอดรับกระแสอุตสาหกรรม 4.0 มากขึ้น

ขณะที่ปริมาณน้ำสำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตรและน้ำใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภคในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ระยอง และจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด และโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC จะเพียงพอไปจนถึงช่วงในปี 2571 หรือ 10 ปีนับจากนี้

ขณะที่ในอนาคตระยะยาว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเริ่มวางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยปัจจุบันมีปริมาณความต้องการใช้น้ำเฉลี่ย 400 ล้านลูกบาศ์กเมตรต่อปี และจะเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านลูกบาศ์กเมตรต่อปี ซึ่งหากรวมการเกิดขึ้นของโครงการอีอีซี จะมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอีก 200-300 ล้านลูกบาศ์กเมตรต่อปี หรือรวมแล้วกว่า 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

ด้านนายบวร วงศ์สินอุดม รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ในระยะยาวอาจต้องพิจารณาจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งแหล่งที่เหมาะสมได้แก่ แหล่งสตึงมนัมประเทศกัมพูชา โดยจะต้องเป็นการเจรจาในลักษณะรัฐต่อรัฐของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งลักษณะโครงการอาจอยู่ในรูปของโครงการวางท่อส่งน้ำยาวกว่า 100 กิโลเมตรจากกัมพูชามายังแหล่งประแสหรือวังโตนด โดยกรมชลประทานจะพิจารณาความเหมาะสมต่อไป และหากจะจูงใจให้มีการลงุทนจากต่างประเทศ การมีแหล่งน้ำรองรับการเกิดขึ้นของโครงการนับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากและไม่อาจจะล่าช้าได้

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here