การรับรู้ความเสี่ยงและกลยุทธ์จัดการความเสี่ยงของเกษตรกรสวนยางในภาคใต้ ประเทศไทย

หัวหน้าโครงการ : ไชยยะ คงมณี   นักวิจัยร่วมโครงการ : อรอนงค์ ลองพิชัย

การศึกษาเรื่องการรับรู้ ความเสี่ยงและกลยุทธ์จัดการความเสี่ยงของเกษตรกรสวนยางใน ภาคใต้ ประเทศไทย มีขึ้นเพื่อตอบวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาการแบ่งประเภทเกษตรกรสวนยาง โครงสร้างการผลิตและข้อจำกัดของระบบการผลิตในแต่ละประเภทเกษตรกรสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ (2) เพื่อศึกษาระบบการดำรงชีพและความเปราะบางของครัวเรือนเกษตรกรสวนยางในแต่ละประเภท (3) เพื่อศึกษาความเสี่ยง การรับรู้ความเสี่ยง และกลยุทธ์จัดการความเสี่ยงของครัวเรือนเกษตรกรใน แต่ละประเภท และ (4) เพื่อประเมินความสามารถอยู่รอดของครัวเรือนเกษตรกรสวนยาง โดยเจาะจง เลือก 2 จังหวัดที่เป็นตัวแทนของพื้นที่ภาคใต้ คือ จังหวัดสงขลาและพัทลุง

ทีมวิจัยใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี กล่าวคือ ใช้ทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึก และสัมภาษณ์รายบุคคลโดยใช้แบบสอบถามโครงสร้าง และกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ทั้งสถิติเชิงพรรณนา และเชิงปริมาณ รวมทั้งวิธีคิว

ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนเกษตรกรสวนยางในภาคใต้สามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ 1) ฟาร์มสวนยางขนาดเล็กมาก 2) ฟาร์มสวนยางขนาดเล็ก 3) ฟาร์มเจ้าของที่ดินสวนยางขนาดเล็ก 4) ฟาร์มสวนยางขนาดเล็กที่มีระบบการผลิตหลากหลาย และ 5) ฟาร์มธุรกิจสวนยางขนาดกลาง ฟาร์มทุกประเภทมีแหล่งรายได้หลักจากยางพารา ยกเว้นฟาร์มเจ้าของที่ดินสวนยางขนาดเล็กที่มียางพาราเป็นแหล่งรายได้เสริม สำหรับฟาร์มสวนยางขนาดเล็กและฟาร์มสวนยางขนาดเล็กมาก ถือครองที่ดินขนาดเล็ก ใช้แรงงานครัวเรือนที่มีอย่างเพียงพอและระบบเกษตรสวนยางเชิงเดี่ยว ฟาร์มสวนยางขนาดเล็กมาก ทำงานทั้งในสวนยางตนเอง และรับจ้างภาคเกษตร (กรีดยางหวะ) สำหรับฟาร์มเจ้าของที่ดินสวนยางขนาดเล็กนั้น เจ้าของที่ดินทำงานเต็มเวลาในนอกภาคเกษตร ถือครองที่ดินขนาดเล็ก ใช้ระบบเกษตรสวนยางเชิงเดี่ยว ใช้แรงงานจ้าง และใช้เวลาว่างในการจัดการสวนยาง ฟาร์มสวนยางขนาดเล็กที่มีระบบการผลิตหลากหลาย ใช้ทั้งแรงงานครัวเรือนและแรงงานจ้าง มีระบบเกษตรผสมผสาน สำหรับฟาร์มธุรกิจสวนยางขนาดกลางถือครองที่ดินขนาดกลาง ใช้ระบบเกษตรสวนยางเชิงเดี่ยว ใช้แรงงานจ้าง และเจ้าของสวนยางทำหน้าที่บริหารธุรกิจสวนยางและธุรกิจต่อเนื่องกับยางพารา

ผลลัพธ์การดำรงชีพของฟาร์มสวนยางแต่ละประเภทขึ้นอยู่กับทุนการดำรงชีพ ระบบการผลิต กลยุทธ์การดรงชีพ นโยบายรัฐ/สถาบัน และความเปราะบางของฟาร์มแต่ละประเภท ฟาร์มทั้งหมด กำลังเผชิญกับความเปราะบางที่เกิดจากการลดลงของราคายางพารา การเพิ่มขึ้นของราคาปัจจัยการผลิต การลดลงของราคาผลผลิตเกษตรอื่นๆ และการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน และยังได้รับ ผลกระทบเชิงลบจากการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยี

โดยภาพรวมฟาร์มสวนยางขนาดเล็กมากและฟาร์มสวนยางขนาดเล็กมีความแข็งแรงของทุนมนุษย์แต่ ความเพียงพอและความพร้อมใช้ของทุนทางกายภาพ ทุนธรรมชาติและทุนการเงินต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับฟาร์มสวนยางขนาดเล็กที่มีระบบการผลิตหลากหลายและฟาร์มธุรกิจสวนยางขนาดกลาง ฟาร์มทุกประเภทเลือกใช้กลยุทธ์ดำรงชีพที่เหมือนกัน คือ การประหยัดและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และการลดต้นทุนการผลิต มีเฉพาะฟาร์มธุรกิจสวนยางขนาดกลางที่ใช้กลยุทธ์การขยาย การผลิต ผลลัพธ์การดำรงชีพของฟาร์มทุกประเภทพบว่า มีความพอเพียงมากทั้งด้านอาหาร เสื้อผ้า สินทรัพย์ ภาวะสุขภาพ ความสัมพันธ์กับสมาชิกในครัวเรือน และความสัมพันธ์ทางสังคม ยกเว้นฟาร์ม สวนยางขนาดเล็กมากที่มีความไม่เพียงพอของขนาดที่ดิน

ผลวิเคราะห์ความเสี่ยงและการรับรู้ ความเสี่ยงพบว่า ความเสี่ยงของเกษตรกรสวนยางมี แหล่งกำเนิดจาก 1) ความเสี่ยงด้านการผลิต 2) ความเสี่ยงด้านตลาด 3) ความเสี่ยงทางการเงิน 4) ความเสี่ยงด้านแรงงาน 5) ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ 6) ความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ 7) ความเสี่ยงด้านนโยบายรัฐ/สถาบัน 8) ความเสี่ยงจากตัวเกษตรกรและสมาชิกในครัวเรือน และ 9) ความเสี่ยงด้านอื่นๆ

ความเสี่ยงจากการลดลงของราคายางและการเพิ่มขึ้นของราคาปัจจัยการผลิต เป็นความเสี่ยงที่สำคัญของทุกประเภทฟาร์ม ยกเว้นฟาร์มธุรกิจสวนยางขนาดกลาง ในอันดับรองลงมาเป็นการรับรู้ถึง ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ทางการเงิน นโยบายรัฐและการเมือง ตัวเกษตรกรและสมาชิกในครัวเรือนเกษตรกร แรงงาน เทคนิคการผลิตและขนาดที่ดิน ตามลำดับ

ฟาร์มสวนยางขนาดเล็กและ ฟาร์มสวนยางขนาดเล็กมาก ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงทางการเงิน สภาพภูมิอากาศ และขนาด ที่ดินเล็ก สำหรับฟาร์มธุรกิจสวนยางขนาดกลางและฟาร์มสวนยางที่มีระบบเกษตรหลากหลายให้ ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับความเสี่ยงด้านแรงงานและการขาดแคลนแรงงานครัวเรือนรุ่นใหม่ ปัจจัยสังคม และเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ ความเสี่ยงได้แก่ อายุ เพศ ประสบการณ์ท าการเกษตร จำนวน สมาชิกที่ทำงานในภาคเกษตร การกู้ยืมเงิน การติดตามข้อมูลข่าวสารทางการตลาดและราคาจำนวนที่ดินถือครองทางการเกษตร ที่ตั้งสวนยาง การเป็นสมาชิกกลุ่ม และประเภทครัวเรือนเกษตรกร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

เกษตรสวนยางเลือกใช้กลยุทธ์จัดการความเสี่ยงประกอบด้วย 1) กลยุทธ์ความหลากหลายของการผลิต 2)กลยุทธ์การจัดการตลาด 3) กลยุทธ์การจัดการแรงงานกรีดและสัญญาจ้าง 4) กลยุทธ์ การลดต้นทุนการผลิต 5) กลยุทธ์ความยืดหยุ่นของการจัดการผลิต 6) กลยุทธ์เพิ่มการท างานนอก ภาคเกษตร 7) กลยุทธ์การจัดการทางการเงิน และ 8)กลยุทธ์การใช้ระบบกรีดความถี่สูง

ฟาร์มทุกประเภทเลือกใช้กลยุทธ์ย่อยจัดการความเสี่ยงคือ การลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การเพิ่มสัดส่วนเงินออม การนำเงินออมออกมาใช้จ่าย การกู้เงินจากสถาบันการเงินในระบบมาแก้ปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้น การเพิ่มความหลากหลายของระบบการผลิต การติดตามข้อมูลข่าวสาร ทางการตลาดอย่างใกล้ชิด การเข้ารวมกลุ่มเกษตรกร/ สหกรณ์การขายผลผลิตเกษตรโดยตรงให้กับ ผู้บริโภค ตลาดกลาง ตลาดประมูล หรือโรงงาน สำหรับฟาร์มสวนยางขนาดเล็กให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับกลยุทธ์ย่อย การขยายพื้นที่สวนยางพารา การปรับเปลี่ยนจำนวนวันกรีดยาง และการเพิ่มการผลิตอาหารและสัตว์เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนหรือการค้า ฟาร์มธุรกิจสวนยางขนาดกลางเลือกใช้กลยุทธ์ปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตให้มีความเหมาะสม และการขยายการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ เช่นเดียวกับกลยุทธ์จัดการแรงงานและสัญญาจ้าง ถูกให้ความสำคัญมากขึ้น ปัจจัยสังคมและเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลต่อกลยุทธ์จัดการความเสี่ยงได้แก่ อายุ เพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำ การเกษตร จำนวนสมาชิกในครัวเรือน การทำงานนอกภาคเกษตร การทำงานรับจ้างภาคเกษตร การใช้แรงงานจ้าง รายได้ครัวเรือน หนี้สินน ขนาดที่ดิน การรับการสงเคราะห์การปลูกทดแทนจากการยางแห่งประเทศไทย การเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกร และประเภทเกษตรกร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ผลการประเมินความสามารถอยู่รอดของครัวเรือนเกษตรกรสวนยางโดยใช้ตัวชี้วัดความสามารถอยู่รอด 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านสถาบัน ชี้ให้เห็นว่า โดยภาพรวมฟาร์มทุกประเภทมีความสามารถในการอยู่รอดในระดับปานกลาง ยกเว้นฟาร์มธุรกิจสวนยางขนาดกลางที่มีความสามารถในการอยู่รอดในระดับมาก ฟาร์มสวนยางขนาดเล็กมากและฟาร์มสวนยางขนาดเล็กมีความสามารถอยู่รอดด้าน เศรษฐกิจในระดับน้อย ในขณะที่ฟาร์มธุรกิจสวนยางขนาดกลางมีความสามารถอยู่รอดด้านเศรษฐกิจ ในระดับมากถึงมากที่สุด

จากผลการศึกษา รัฐบาลควรพิจารณาทางเลือกเชิงนโยบายจัดการความเสี่ยงที่จำเป็น ได้แก่ 1) การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศ 2) การจัดการความเสี่ยงด้าน ราคาและตลาด 3) การจัดการความเสี่ยงด้านการผลิต 4) การจัดการความเสี่ยงทางการเงิน 5) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางการเกษตร และ 6) มาตรการส่งเสริมหลักธรรมาภิบาลในกระบวนการกำหนดนโยบายและการทำงานของภาครัฐ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here