ส่องตลาดสารเคมีผสมยางทั่วโลก คาดว่าจะมีมูลค่า 6.11 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2024

จากรายงานล่าสุดของ Grand View Research, Inc. วิเคราะห์ตลาดสารเคมีผสมยางทั่วโลก คาดว่าจะมีมูลค่า 6.11 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2024 ความต้องการผลิตภัณฑ์ยางที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่เป็นยางล้อและไม่ใช่ยางล้อ ซึ่งมีคุณสมบัติความคงทนที่ดีเยี่ยม และมีการทำงานที่ดีภายใต้สภาวะอากาศที่รุนแรง คาดว่าจะเพิ่มความต้องการของสารเคมีผสมยาง ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของยานยนต์และตลาดหลังการขาย ก็คาดว่าจะผลักดันความต้องการยางล้อในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้เช่นกัน  

ทั้งนี้ การเติบโตของตลาดส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมยางล้อ ทั้งยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ ปัจจัยต่างๆ เช่น ยางล้อสีเขียว ยางล้อสมรรถนะสูง และยางล้อที่เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานในประเทศที่กำลังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยที่ผลักดันความต้องการของสารเคมีผสมยาง ตลาดสารเคมีผสมยางทั่วโลกมีมูลค่า 4,201.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2015 และคาดว่าจะมีมูลค่า 6,105.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2024 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี ร้อยละ  4.3 ระหว่างปี 2016 – 2024 เอเซียแปซิฟิกมีสัดส่วนตลาด ร้อยละ 47.2 จึงครองตลาดในปี 2015 จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของสารเคมีในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังขยายตัวในประเทศที่กำลังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น จีนและอินเดีย โดยจีนเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคสารเคมีผสมยางมากที่สุดในโลก จากประชากรที่เพิ่มขึ้นและจากภาคการผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปขั้นทุติยภูมิที่ใหญ่ในประเทศ ตลาดสารเคมีผสมยางของจีน คาดว่าจะมีมูลค่า 1.93 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2024

สารหน่วงการติดไฟมีสัดส่วนตลาดร้อยละ 5.6 ในปี 2015 อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวคาดว่าจะขยายตัวเร็วที่สุดในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ จากความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยและการปกป้อง กฎระเบียบด้านความปลอดภัยของไฟโดยรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลก คาดว่าจะทำให้เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์ยางที่หน่วงการติดไฟ ทั้งนี้ ยางที่ไม่ใช่ยางล้อมีส่วนแบ่งที่เป็นปริมาณร้อยละ 43.5 ในปี 2015 ยางที่ไม่ใช่ยางล้อส่วนใหญ่ใช้ในสายพานอุตสาหกรรม การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วที่มีการเติบโตสูงในภาคการผลิต คาดว่าจะกระตุ้นการเติบโตของตลาดยางที่ไม่ใช่ยางล้อ ส่วนตลาดสารเคมีผสมยางในละตินอเมริกามีปริมาณ 185.6 กิโลตันในปี 2015 บริษัทรถยนต์มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่ประชากร เช่น การเจาะกลุ่มชนชั้นกลาง และการผลิตรถยนต์ราคาถูก ซึ่งการบริโภครถยนต์ที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค คาดว่าจะกระตุ้นการเติบโตของยางล้อ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของสารเคมีผสมยาง

บริษัท Lanxess AG, Solvay SA, AkzoNobel N.V., BASF SE, Arkema SA, Eastman Chemical Company และ Kumho Petrochemicals เป็นตัวอย่างผู้เล่นหลักในตลาด ทั้งนี้ ตลาดมีลักษณะของการรวมตัวของผู้เล่นสำคัญหลายรายตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบจนถึงการผลิตสารเคมีผสมยาง นอกจากนี้ บริษัทดังกล่าวเน้นการเข้าถึงอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยการขยายการผลิตและการร่วมมือกับผู้จัดจำหน่าย

ตลาดสารเคมียางในไทย เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4 ต่อปี ไปจนถึงปี 2563

สำหรับประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตยางอันดับต้นๆ ของโลก คิดเป็นสัดส่วนปริมาณการผลิตถึง 1 ใน 3 ของโลก น้ำยางที่ผลิตได้ในรูปของน้ำยางดิบนั้น ต้องมีการเติมสารเคมีเพื่อให้มีสมบัติทางกายภาพตามที่ต้องการ เช่น ความแข็งแรงต่อแรงดึง ความสามารถในการพับงอ และความคงทน ซึ่งได้จากการเติมสารเคมียาง ได้แก่ สารตัวเติม พลาสติไซเซอร์ สารกระตุ้น สารทำให้ยางคงรูป และสารเร่งปฏิกิริยา

นอกจากยางล้อแล้วยังมีการนำยางไปใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์อีกหลายชนิด เช่น ถุงมือ สายพาน ถุงยางอนามัย และพื้นรองเท้า เป็นต้น และจากการที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียน อีกทั้งยังมีบริษัทยางล้อหลายบริษัทในประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีการใช้ยางเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่นำไปผลิตยางล้อ ส่งผลให้มีความต้องการใช้สารเคมียางภายในประเทศอย่างมากด้วย

จากรายงานหัวข้อ “โอกาสและการคาดการณ์ตลาดสารเคมียางในประเทศไทย ” ระบุว่า ตลาดสารเคมียางในประเทศไทย คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) เกินกว่าร้อยละ 4 ในช่วงระหว่างปี 2558-2563 โดยสารเคมียางที่ใช้ต้องพึ่งการนำเข้าจากประเทศจีน ญี่ปุ่น และเยอรมนีเป็นหลัก เนื่องจากไม่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ

ในส่วนของประเภทของสารเคมีนั้น ในปี 2557 สารตัวเติมยางมีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด และคาดว่าจะยังคงครองตลาดต่อเนื่องไปจนถึงปี 2563

บริษัทชั้นนำที่จำหน่ายสารเคมียางผ่านตัวแทนจำหน่ายหรือสำนักงานในประเทศไทย ได้แก่ Behn Meyer, Cosan, Sumitomo, Lanxess และ NOCIL เป็นต้น

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here