โดย เชษฐา มีมั่งคั่ง

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ มีความเห็นถึงความผันผวนของทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน รวมทั้งตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ เกิดจากระบบการสั้งซื้อสั่งขายที่รวดเร็วขึ้น เนื่องจากมีกองทุนประเภท Quant Funds ซึ่งบริหารโดยใช้ Algorithms หรือโปรแกมคอมพิวเตอร์ ที่สามารถตั้งโปรแกรมคำสั้งล่วงหน้าทดแทนการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุน ซึ่งในปัจจุบัน Algorithms มีการใช้ในตลาดการเงินในสหรัฐ สูงถึง 70-80% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดในแต่ละวันแล้ว

ดังนั้นการเทรดในตลาดโลก นอกจากความเหลื่อมล้ำของเวลาโลกแล้ว การตัดสินใจซื้อขายจะทำโดยอัตโนมัติจากระบบคอมพิวเตอร์ ที่อาศัยการศึกษาข้อมูลสถิติย้อนหลังต่างๆ เช่น ราคาเปิด ปิด สูงสุด ต่ำสุด ความผันผวนของราคา ผลตอบแทนของตลาด เป็นต้น แล้วนำมาสร้าง model ในการลงทุน ให้ระบบคอมพิวเตอร์วิเคราะห์จุดซื้อ หรือขายอัตโนมัติเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด

หากเกิดการขยับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ราคาสินค้าโภภัณฑ์ก็ต้องปรับตัวขึ้น
ภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังส่งผลไปในทางที่ดีขึ้น และกำลังเล็งไปที่ตลาดเกิดใหม่กับยุโรป ทิศทางอัตราดอกเบี้ยจะเริ่มเป็นขาขึ้น หลังจากที่เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว โดยคาดว่าฃ ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปีนี้ และปี2018 มีความเป็นไปได้สูงที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องอีก 3 ครั้ง ดังนั้นในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยโลก และอัตราเงินเฟ้อซึ่งกำลังจะเป็นขาขึ้นนั้น หากเป็นผู้บริหารเงินกองทุน หรือพวก Hedge Fund แล้ว คงต้องเล็งเป้าหมายไปที่ หุ้นกลุ่มการเงิน และกองทุนรวมที่ถือหรืออิงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เพราะจะใด้ส่วนต่างจากอัตราดอกเบี้ย อีกทั้งหากเกิดการขยับของอัตราเงินเฟ้อ ราคาสินค้าโภภัณฑ์ในตลาดโลก ก็ต้องขยับราคาขึ้นตามมาอย่างแน่นอน ตามที่เห็นทางการวิเคราะห์ทางเทคนิคของผู้เขียนพบว่า มี ราคาแร่ลิเธียม (Lithium) ราคาทองแดง (Copper) ราคาเมล็ดกาแฟ (Coffee)เป็นขาขึ้นค้อนข้างชัดครับ

มองราคายางในปี 2018 เป็นขาขึ้น เพียงแต่จะขึ้นช้าหรือขึ้นเร็ว
สถานการณ์ยางพาราจะเริ่มกระเตื่องขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2018 คาดว่า สต็อกวัตถุดิบจะเริ่มมีการระบายในขณะที่เข้าสู่ภาวะยางผลัดใบ จะเกิดความสมดุล ระหว่างอุปสงค์และอุปทาน แต่ในช่วงเมษายนถึงมิถุนายน เศรษฐกิจโลกจะเริ่มแสดงความชัดเจนว่าดีขึ้น จะเริ่มเกิดสภาวะเก็งกำไร แต่ในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคายางตกต่ำอย่างมาก มีการโค่นต้นยาง แรงงานออกไปทำอาชีพอื่นที่ดีกว่า ก็จะเกิดสถานการณ์ที่ไม่สามารถจัดหายางได้มากพอกับความต้องการของโรงงานผลิตรถยนต์ ทำให้คาดว่าราคายางในไตรมาสหนึ่ง ปี 2018 จะเริ่มฟื้นตัว ส่วนในไตรมาสสองปี 2018 จะเป็นการขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างจริงจัง เนื่องจากสินค้ายางพารามีระยะเวลาการปูลกที่นานถึง 6 ปีกว่าถึงจะกรีดได้ ช่วงราคาดีก็แห่กันปลูก เกิดสภาวะล้นตลาด พอราคาตกก็เลิกปลูก

ดังนั้นราคายางพาราจึงเป็นตลาดของนักเก็งกำไร ถ้ารู้ว่าลงแน่ ก็กดราคาที่ให้ต่ำกว่าจริง แต่พอว่ามองว่าขึ้นแน่ โรงงานก็เร่งซื้อเก็บของเข้าโกดัง ผู้ส่งออก พ่อค้า ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว หรือแม้แต่ชาวสวนยางก็เก็บของรอราคาขาย ทุกคนช่วยกันเก็บ ราคายางก็ขึ้นไป เนื่องจากเมื่อผลิตรถยนต์ ก็ต้องมีล้อรถยนต์ ราคายางถูกลงก็ไม่เคยเห็นราคายางล้อรถยนต์ถูกลงมา เพราะสามารถไปปรับราคาขึ้นได้จากผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์ ผู้เขียนมองยังไงก็เห็นว่า ราคายางในปี 2018 เป็นขาขึ้นครับ เพียงแต่จะขึ้นช้าหรือขึ้นเร็วครับ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here