นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (Thai Industries Sentiment Index: TISI) ตุลาคม 2560 จำนวน 1,066 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแยกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดย่อม อุตสาหกรรมขนาดกลาง และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ร้อยละ 33.3, 32.2 และ 34.5 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ตามลำดับ แบ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ร้อยละ 44.2, 18.2, 14.5, 11.7 และ 11.4 ตามลำดับ และแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดในประเทศ และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดต่างประเทศ ร้อยละ 78.0 และ 22.0 ตามลำดับ โดยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม2560 อยู่ที่ระดับ 85.9 ปรับตัวลดลงจากระดับ 86.7 ในเดือนกันยายน ทั้งนี้ค่าดัชนีฯที่ลดลงเกิดจากองค์ประกอบ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

ผู้ประกอบการที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เห็นว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายภายในประเทศ ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สะท้อนจากการปรับตัวลดลงของดัชนียอดคำสั่งซื้อและยอดขายภายในประเทศจากผู้ประกอบการขนาดย่อมและขนาดกลาง ประกอบกับมีฝนตกต่อเนื่องทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีกทั้งในเดือนตุลาคมมีวันทำงานน้อยกว่าเดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการเห็นว่าหากสถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายสู่ภาวะปกติ การบริโภคและการใช้จ่ายภายในประเทศจะกลับมาขยายตัวได้ เห็นได้จากค่าดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและมีค่าเกิน 100 โดยอยู่ที่ระดับ103.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ102.9 ในเดือนกันยายน

ดัชนีความเชื่อมั่นจำแนกตามขนาดของกิจการในเดือนตุลาคม จากการสำรวจพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นฯของอุตสาหกรรมขนาดย่อมและขนาดกลางปรับตัวลดลงจากเดือนกันยายน ขณะที่ค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

โดย อุตสาหกรรมขนาดย่อม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯในเดือนตุลาคม อยู่ที่ระดับ 69.9 ปรับตัวลดลงจากระดับ 70.6 ในเดือนกันยายนโดยองค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และต้นทุนประกอบการ ส่วนอุตสาหกรรมขนาดย่อมที่ค่าดัชนีฯปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมยา,อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์,อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้นขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 96.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.2 ในเดือนกันยายน โดยองค์ประกอบดัชนีฯคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อยอดขายโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

อุตสาหกรรมขนาดกลาง ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในเดือนตุลาคม 2560อยู่ที่ระดับ 88.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 89.1 ในเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีฯที่ลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม และปริมาณการผลิต ส่วนอุตสาหกรรมขนาดกลางที่ค่าดัชนีฯปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมรองเท้า,อุตสาหกรรมหนังและผลิตภัณฑ์หนัง,อุตสาหกรรมหลังคาและอุปกรณ์ เป็นต้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 104.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 103.1ในเดือนกันยายน โดยองค์ประกอบดัชนีฯคาดการณ์เพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ดัชนีความเชื่อมั่นฯในเดือนตุลาคม 2560 อยู่ที่ระดับ 99.8 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 98.5 ในเดือนตุลาคม โดยองค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ค่าดัชนีฯปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็ก,อุตสาหกรรมยานยนต์,อุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า เป็นต้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 109.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 109.1 ในเดือนกันยายน โดยองค์ประกอบดัชนีฯคาดการณ์เพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

ผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นฯรายภูมิภาค ประจำเดือนตุลาคม 2560จากการสำรวจพบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯของภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ปรับตัวลดลงจากเดือนกันยายน

ภาคกลาง พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯในเดือนตุลาคม 2560 อยู่ที่ระดับ87.9 ปรับตัวลดลงจากระดับ 89.4 ในเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีฯที่ลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวมปริมาณการผลิต และผลประกอบการ อุตสาหกรรมในภาคกลางที่ส่งผลด้านบวกต่อค่าดัชนีฯได้แก่ อุตสาหกรรมอลูมิเนียม (ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมชนิดม้วนและแผ่น มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากประเทศสหรัฐฯ ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้ สินค้าประเภทกระป๋อง ขวด อลูมิเนียมมีคำสั่งซื้อในประเทศเพิ่มขึ้น จากความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร) ส่วน อุตสาหกรรมในภาคกลางที่ส่งผลด้านลบต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่ อุตสาหกรรมรองเท้า (สินค้าประเภทรองเท้าแฟชั่น รองเท้าแตะ มียอดขายในประเทศลดลง เนื่องจากลูกค้ามีสต๊อกสินค้าอยู่ในปริมาณสูง ด้านการส่งออก รองเท้ากีฬาและส่วนประกอบของรองเท้า มียอดคำสั่งซื้อลดลงจากตลาดยุโรป)อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ (เฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปประเภทไม้ และเหล็ก มียอดขายในประเทศลดลง ด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องเรือนจากไม้มีคำสั่งซื้อลดลง เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นที่เป็นคู่ค้าหลักชะลอการสั่งซื้อ ประกอบกับต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น)อุตสาหกรรมก๊าซ (ก๊าซออกซิเจน ที่ใช้ทางการแพทย์ มียอดขายในประเทศลดลง เนื่องจากโรงพยาบาลชะลอคำสั่งซื้อ ก๊าซอุตสาหกรรมที่ใช้ในโรงานมีคำสั่งซื้อลดลง) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 104.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ103.4 ในเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีฯที่คาดการณ์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯในเดือนตุลาคม 2560 อยู่ที่ระดับ 79.0ปรับตัวลดลงจากระดับ 80.3 ในเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ อุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ส่งผลด้านบวกต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่ อุตสาหกรรมน้ำตาล (น้ำตาลทรายขาว มียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น จากความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ด้านการส่งออกมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากจีนไต้หวัน และอาเซียน) ส่วน อุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ส่งผลด้านลบต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่อุตสาหกรรมสิ่งทอ (สินค้าประเภทเส้นด้าย และผ้าผืน มียอดขายในประเทศลดลง ด้านการส่งออกเส้นใยสิ่งทอสำหรับผลิตเสื้อผ้ากีฬา และถุงเท้า ส่งออกไปประเทศสหรัฐฯและประเทศในแถบเอเชียลดลง ประกอบกับมีต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น) อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม (สินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านมียอดขายในประเทศลดลง แผงวงจรไฟฟ้ามีคำสั่งซื้อลดลงจากตลาดยุโรป อุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีคำสั่งซื้อลดลงจากประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากมีสต๊อกสินค้าสูง) หัตถอุตสาหกรรม (สินค้าหัตถกรรม เครื่องเคลือบและของที่ระลึก มียอดยอดขายในประเทศลดลง ผลิตภัณฑ์ประเภทจักสาน ผ้าปักลายไทย มียอดสั่งซื้อจากประเทศยุโรปและตะวันออกกลางลดลง) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 95.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 93.3 ในเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีฯคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

ภาคใต้ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯในเดือนตุลาคม 2560 อยู่ที่ระดับ84.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 85.7 ในเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ อุตสาหกรรมในภาคใต้ที่ส่งผลด้านบวกต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่ อุตสาหกรรมโรงเลื่อยและโรงอบไม้ (ไม้ยางพาราแปรรูป มียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น และมียอดสั่งซื้อจากประเทศจีนเพิ่มขึ้นเนื่องจากตลาดจีนมีความต้องการเพิ่มขึ้นเพราะเป็นช่วงใกล้สิ้นปี)ส่วน อุตสาหกรรมในภาคใต้ที่ส่งผลด้านลบต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่ อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม(น้ำมันปาล์มมียอดคำสั่งซื้อและยอดขายในประเทศลดลง ประกอบกับปริมาณวัตถุดิบมีน้อยลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตปาล์มออกสู่ตลาดลดลง) ผลิตภัณฑ์ยาง (ผลิตภัณฑ์ยางถุงมือยางสำหรับทำความสะอาด และถุงมือยางทางการแพทย์มียอดขายในประเทศลดลง) อุตสาหกรรมอาหาร(อาหารสำเร็จรูป น้ำมันพืช เครื่องดื่ม มียอดขายในประเทศลดลง ด้านการส่งออกอาหารสำเร็จรูป อาหารทะเลกระป๋องและอาหารทะเลแปรรูป มีคำสั่งซื้อจากประเทศสหรัฐฯ และญี่ปุ่นลดลง ผักผลไม้สด/แช่เย็นและแช่แข็ง มีการส่งออกไปประเทศจีนลดลง) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 106.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 107.8 ในเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม และผลประกอบการ

ผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นฯรายภูมิภาค ประจำเดือนตุลาคม 2560จากการสำรวจพบว่า ค่าดัชนีฯของภาคเหนือและภาคตะวันออก ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยาย

ภาคเหนือ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯในเดือนตุลาคม 2560 อยู่ที่ระดับ78.8 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 75.2 ในเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับเพิ่มขึ้นได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวมปริมาณการผลิต และผลประกอบการ อุตสาหกรรมในภาคเหนือที่ส่งผลด้านบวกต่อค่าดัชนีฯได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม (เสื้อผ้าสำเร็จรูป และเสื้อกันหนาว มียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องสภาพอากาศเย็นทำให้ความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น ด้านการส่งออกสินค้าประเภทเสื้อกันหนาว เสื้อผ้าแจ็คเก็ต มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐฯ) อุตสาหกรรมเซรามิก (กระเบื้องเซรามิก กระเบื้องปูพื้นและบุผนัง และเครื่องสุขภัณฑ์ มีคำสั่งซื้อและยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นจากโรงแรมและรีสอร์ท การส่งออกเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากจีน และสหรัฐฯ) อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ(ผลิตภัณฑ์กระดาษชำระ กระดาษอนามัย มียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์สา กระดาษคราฟท์ ส่งออกไปตลาดจีนเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน (อิฐมวลเบา และอิฐโปร่ง หินที่ใช้ในการก่อสร้าง มียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการก่อสร้างเพิ่มขึ้น) ส่วน อุตสาหกรรมในภาคเหนือที่ส่งผลด้านลบต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่ อุตสาหกรรมสมุนไพร (ยาสมุนไพร เครื่องดื่มสมุนไพร มีคำสั่งซื้อและยอดขายในประเทศลดลง ผู้ประกอบการมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ประกอบกับมีการแข่งขันสูง) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 100.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 99.1 ในเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีฯคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

ภาคตะวันออก พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯในเดือนตุลาคม 2560 อยู่ที่ระดับ 99.8 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 97.7 ในเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิตและผลประกอบการ อุตสาหกรรมในภาคตะวันออกที่ส่งผลด้านบวกต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและโลหะการ(เครื่องจักรกล ประเภทเครื่องจักรอุตสาหกรรม เช่น เครื่องขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ เครื่องปั้มโลหะ มียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการมีการปรับปรุงเครื่องจักร เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงสิ้นปี ด้านการส่งออกมีคำสั่งซื้อจากประเทศญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ(เครื่องประดับประเภทอัญมณี เพชร พลอย มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกงและสวิสเซอร์แลนด์ เครื่องประดับเงินมียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น เครื่องประดับเงินมาร์คกาไซด์ พาราเดียมมียอดการส่งออกไป อินเดียเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง) อุตสาหกรรมเหล็ก (สินค้าประเภทเหล็กเส้น เหล็กแผ่นรีดเย็น มียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น ด้านการส่งออกเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ มีคำสั่งซื้อจากตลาดอาเซียนและสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น) ส่วน อุตสาหกรรมในภาคตะวันออกที่ส่งผลด้านลบต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและทำความเย็น (เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง มียอดขายในประเทศลดลง เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้ความต้องการสินค้าลดลง ด้านการส่งออกเครื่องปรับอากาศมีคำสั่งซื้อลดลงจากตลาดยุโรป และออสเตรเลียประกอบกับมีการแข่งขันที่สูงขึ้น) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 110.7 เพิ่มขึ้นจากระดับ 110.2 ในเดือนกันยายนองค์ประกอบดัชนีฯคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิตและผลประกอบการ

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมจำแนกตามการส่งออก(ดัชนีความเชื่อมั่นฯ จำแนกตามร้อยละของการส่งออกต่อยอดขาย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ กับกลุ่มที่เน้นตลาดในต่างประเทศ) โดยจากการสำรวจพบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ ปรับตัวลดลงจากเดือนกันยายน ขณะที่กลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน

กลุ่มที่มีการส่งออกน้อยกว่าร้อยละ 50 ของยอดขาย (เน้นตลาดในประเทศ) ดัชนีความเชื่อมั่นฯในเดือนตุลาคม 2560 อยู่ที่ระดับ 81.6 ปรับตัวลดลงจากระดับ 83.8 ในเดือนกันยายนองค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ที่ค่าดัชนีฯปรับตัวลดลง ได้แก่อุตสาหกรรมรองเท้า,อุตสาหกรรมก๊าซ,อุตสาหกรรมไม้อัด ไม้บางและวัสดุแผ่น เป็นต้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ101.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 101.3 ในเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีฯ คาดการณ์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

กลุ่มที่มีการส่งออกตั้งแต่ร้อยละ 50 ของยอดขายขึ้นไป (เน้นตลาดในต่างประเทศ) ดัชนีความเชื่อมั่นฯในเดือนตุลาคม อยู่ที่ระดับ 103.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 98.1 ในเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีฯที่เพิ่มขึ้นได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ที่ค่าดัชนีฯเพิ่มขึ้น ได้แก่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ,อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและโลหะการ,อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ เป็นต้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 109.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 108.9 ในเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีฯคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบการอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม 2560 พบว่า ปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ สถานการณ์การเมืองในประเทศ ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน สภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐในเดือนตุลาคม คือ ต้องการให้ขยายเวลาเปิดด่านการค้าชายแดน เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า พร้อมทั้งพัฒนาฐานข้อมูลด้านการตลาด และการส่งออก เพื่อเพิ่มช่องทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ SMEs รวมไปถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอุตสาหกรรม เพื่อขยายตลาดสินค้าอุตสาหกรรมในท้องถิ่น และเร่งรัดโครงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐในส่วนภูมิภาคเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here