3 สถาบัน มั่นใจ อุตฯยาง-พลาสติก ยังเติบโตรับภาคผลิตไทย ชี้ พลาสติกคอมโพสิท โต 10 เท่า รับกลุ่ม 5 อุตฯ แห่งอนาคต

สถาบันพลาสติกแห่งประเทศไทย ศูนย์วิจัยเทคโนโลยียาง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมไทยคอมโพสิท มั่นใจการเติบโตของอุตสาหกรรม “พลาสติก – ยาง” โดยปริมาณการผลิตเม็ดพลาสติกในปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 11.46 ล้านตัน และมีแนวโน้มขยายตัวเหนือจีดีพีประเทศเล็กน้อยที่ 3.9-4.0% ในขณะที่ปริมาณการผลิตยางในปีที่ผ่านมาอยูที่ราว5 ล้านตัน อย่างไรก็ตามด้าน “พลาสติกคอมโพสิท” มีแนวโน้มความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้นมากถึง 10 เท่า โดยเฉพาะใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ อากาศยาน ยานยนต์สมัยใหม่ ระบบรางรถไฟฟ้า ฯลฯ นอกนี้เพื่อแสดงศักยภาพและความต้องการของตลาดที่ยังคงมีอีกมาก เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย ผู้จัดแสดงงานด้านอุตสาหกรรมได้เตรียมจัดงาน“ทีพลาส 2019”  มหกรรมเทรดแฟร์สุดยิ่งใหญ่ด้าน “พลาสติก – ยาง” ที่ระหว่างวันที่ 18 – 21 กันยายน 2562 ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ นายคงศักดิ์ ดอกบัว รองผู้อำนวยการสถาบันพลาสติกแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตพลาสติกที่สำคัญของโลก โดยมีมูลค่าเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมพลาสติกในปี 2561 สูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 7.28% ของจีดีพีโดยประมาณ หรือมีปริมาณการผลิตเม็ดพลาสติกในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 11.46 ล้านตัน ปัจจัยหลักมาจากความต้องการใช้พลาสติกในการผลิตใน...

แก้วพลาสติกชีวภาพจากอ้อยและน้ำตาลทราย

สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ร่วมกับสถาบันพลาสติก กระทรวงอุตสาหกรรม จัดกิจกรรมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชีวภาพจากอ้อยและน้ำตาลทรายที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำร่องมอบแก้วพลาสติกชีวภาพให้แก่หน่วยงานในกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อสร้างการรับรู้และส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2562 ณ ห้องประชุม ชั้น 1 อาคารสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (ลอน.) กล่าวว่า จากการส่งเสริมของภาครัฐที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยส่งเสริมให้เกิดการยกระดับอุตสาหกรรมในทุกภาคส่วน โดยใช้เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้ตอบโจทย์กับการเปลี่ยนแปลงของโลกอุตสาหกรรม โดย สอน. ได้ร่วมมือกับสถาบันพลาสติก พัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพจากพืชเศรษฐกิจของไทยอย่าง “อ้อย” ให้สามารถแปรรูปเป็นพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ แก้วน้ำพลาสติกชีวภาพ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำในอีกหนึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพ จากเดิมที่อ้อยสามารถผลิตได้เพียงน้ำตาลเท่านั้น ให้สามารถพัฒนาและต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้ จึงได้จัดกิจกรรมเปิดตัวแก้วพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากอ้อยและน้ำตาลทรายและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม...

สอท. นำร่องโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก ตั้งเป้า 5 ปี นำขยะหมุนเวียนกลับมาใช้ได้ทั้งหมด

ปัญหาขยะพลาสติกในทะเล เป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่สะสมมานาน จนกระทั่งในปี 2015 จากการศึกษาของ Jenna Jambeck, PhD. อาจารย์ด้านวิศกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ได้ทำการจัดอันดับประเทศที่ทิ้งขยะลงสู่ทะเลมากที่สุด ผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ทิ้งขยะลงสู่ทะเลมากที่สุดเป็นอันดับที่ 6 ของโลก โดยประเทศ 10 อันดับแรก ได้แก่ ประเทศจีน, อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, ศรีลังกา, ไทย, อียิปต์, มาเลเซีย,ไนจีเรียและบังคลาเทศ ทำให้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หน่วยงาน/องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆได้เริ่มตีแผ่บทความเกี่ยวกับปัญหาขยะพลาสติก,ขยะทะเล และไมโครพลาสติก ที่ส่งผลต่อชีวิตของสัตว์ทะเลระบบนิเวศวิทยา และยังส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เนื่องจากคุณสมบัติของพลาสติกที่มีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นสูงและราคาถูก ทำให้มีการใช้พลาสติกในผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย ส่งผลให้เกิดการใช้พลาสติกที่มากเกินความจำเป็นและพฤติกรรมการใช้อย่างไม่รับผิดชอบของมนุษย์ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โลกประสบปัญหามลพิษจากขยะพลาสติกโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีระบบจัดการขยะมูลฝอยที่มีประสิทธิภาพ ภาครัฐบาล จึงต้องออกมาตรการต่างๆเพื่อใช้จัดการและยับยั้งปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ ภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมพลาสติก ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงผู้แปรรูปวัตถุดิบได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และเห็นว่าการแก้ไขปัญหานี้จะดำเนินการโดยฝ่ายใดฝ่ายนึงมิได้ ทุกฝ่ายต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกันและต้องสร้างความร่วมมืออย่างเข้มเข็ง ทั้งจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ...

สภาอุตฯ ผนึกความร่วมมือ 4 องค์กรชั้นนำระดับโลก ผลักดันภาคอุตสาหกรรมสู่ไทยแลนด์ 4.0

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี และนวัตกรรมทั้งด้านการค้าการลงทุนและภาคการผลิต สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตระหนักถึงความสำคัญของพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมๆ ไปกับการสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ ซึ่งมีความจำเป็นในการแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ และความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญ และในฐานะของตัวแทนผู้ประกอบอุตสาหกรรมภาคเอกชน มีบทบาทส่งเสริมนักอุตสาหกรรม เผยแพร่ข้อมูล และเป็นแหล่งกลางสำหรับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ต่อวงการอุตสาหกรรม จึงจับมือกับ 4 องค์กรชั้นนำระดับโลก ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย การให้คำปรึกษาด้านธุรกิจการลงทุน และการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด บริษัท PwCประเทศไทย จำกัด และเฟลชแมน ฮิลลาร์ด ประเทศไทย เพื่อส่งเสริมและยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทยให้ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 และสอดรับกับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ 4 องค์กรระดับโลกว่าเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยและยกระดับขีดความสามารถในด้านการแข่งขัน “ทุกวันนี้องค์ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ ไปกับการพัฒนาของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้งนั้น ผู้ประกอบจะต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำมาปรับใช้กับการประกอบธุรกิจสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงต้องมีพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มาสนับสนุนองค์ความรู้เชิงลึก เพื่อยกระดับความสามารถด้านการแข่งขันและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย  ซึ่งพันธมิตรของเราทั้ง 4 องค์กร ต่างได้รับการยอมรับในระดับโลก จะมาช่วยสนับสนุนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการขับเคลื่อนทิศทางภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อก้าวสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” พร้อมกับพัฒนาระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน” ศ. (พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บ. เบเคอร์แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาชั้นนำด้านกฎหมายอันดับหนึ่งของประเทศไทย กล่าวว่า ในยุคดิจิทัลมีธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย สิ่งที่ตามมาก็คือประเด็นกฎหมายที่หลากหลายและซับซ้อน จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยต้องให้ความสำคัญการวางแผนกฎหมายอย่างรอบคอบ “ต้องยอมรับว่ากระแสเทคโนโลยีดิสรัปชั่น ส่งผลต่อวงการธุรกิจอย่างมาก บางธุรกิจแทบตั้งตัวไม่ทัน การทำธุรกิจในทุกวันนี้ จึงจำเป็นที่ต้องเตรียมรับมือกับความเสี่ยงในทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน การมีที่ปรึกษาทางกฎหมายเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ เรามีองค์ความรู้และนักกฎหมายที่จะช่วยผู้ประกอบการวางแผน เพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล พร้อมสนับสนุนและให้คำแนะนำด้านกฎหมายกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการผลักดันโครงการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนที่จะเป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย” นายเจริญ ผู้สัมฤทธิ์เลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคพีเอ็มจีภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด ซึ่งได้รับความไว้วางใจและความมั่นใจในระดับโลก ด้านบริการสอบบัญชี ให้คำปรึกษาด้านภาษีและกฎหมาย และคำแนะนำด้านการบริหารธุรกิจและการลงทุน เป็นพันธมิตรที่สำคัญของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะสนับสนุนองค์ความรู้ในด้านการทำธุรกิจในอาเซียน โดยเฉพาะการค้าการลงทุน ซึ่งมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาพรวม กล่าวว่า “ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล ความต้องการของผู้บริโภค การลงทุนที่มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมทั้งนวัตกรรมและเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ ส่งผลให้แต่ละองค์กรจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก ผู้ประกอบการไทยจะสามารถคงความเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนและมีบทบาทสำคัญระดับโลกภายใต้นโยบายผลักดัน “ไทยแลนด์ 4.0” ได้ จำเป็นต้องมีความพร้อมที่จะตอบสนองและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านั้น ด้วยประสบการณ์การให้บริการและความเชี่ยวชาญด้านการสอบบัญชี ด้านภาษีและกฎหมาย และด้านที่ปรึกษาธุรกิจควบคู่ไปกับเครือข่ายที่แข็งแรงทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน ทำให้เคพีเอ็มจีประเทศไทย สามารถให้คำปรึกษา สนับสนุน และเป็นผู้เชี่ยวชาญทางธุรกิจ ที่เดินเคียงข้างไปกับอุตสาหกรรมไทย เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนในยุคดิจิทัล เราพร้อมที่จะเป็นกำลังในการขับเคลื่อนให้ไทยแลนด์ 4.0 ควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมไทย” นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหารและหุ้นส่วน บริษัท PwC ประเทศไทย หนึ่งในเครือข่ายบริษัทผู้ให้บริการด้านการตรวจสอบบัญชี บริการให้คำปรึกษาด้านภาษีและกฎหมาย และบริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจครอบคลุม 158 ประเทศทั่วโลก กล่าวว่า “การขยายตลาดและการลงทุนไปยังต่างประเทศ ถือเป็นหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจไทย ซึ่ง PwC ในฐานะหนึ่งในองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญทั้งทางด้านบัญชี กฎหมายและภาษี ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ มีความยินดีที่จะให้การสนับสนุนและส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ แก่ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นการลงทุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี การบัญชี และอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในส่วนที่เกี่ยวกับการค้าและ การลงทุนระหว่างประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) หรือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมไปถึงการให้ความรู้ในการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ดิจิทัล นอกจากนี้ เรายังมุ่งเน้นที่จะให้ความรู้ด้านกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นหัวใจของการทำธุรกิจในโลกยุคปัจจุบันด้วย” “เราหวังว่า การที่ PwC ได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในพี่เลี้ยงที่จะช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านโครงการพี่ช่วยน้องในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมให้วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยของไทยได้upscale ตัวธุรกิจ และนำความรู้ที่ได้มาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มในด้านต่างๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME ในการแข่งขันโดยรวมของไทย ให้แข็งแกร่งยั่งยืนและทัดเทียมกับต่างประเทศต่อไป” ด้าน นางสาวโสพิส เกษมสหสิน รองประธานอาวุโส พารต์เนอร์และผู้จัดการทั่วไป เฟลชแมน ฮิลลาร์ด ประเทศไทย ซึ่งเป็นเอเจนซีด้านการประชาสัมพันธ์และดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งชั้นนำระดับโลก มีความเชี่ยวชาญในการวางกลยุทธ์การสื่อสาร โดยนำช่องทางต่างๆ มาใช้เพื่อให้การสื่อสารองค์กรได้รับการบูรณาการและเกิดความทรงพลังกล่าวถึงการสื่อสารในยุคดิจิทัลที่มีความสำคัญต่อธุรกิจและองค์กรซึ่งการที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรับบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางเผยแพร่ข้อมูล และส่งเสริมพัฒนานักอุตสาหกรรม จำเป็นต้องวางกลยุทธ์การสื่อสาร เพื่อให้ตอบโจทย์เป้าหมายขององค์กรในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย “การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีทำให้พฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คนในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ธุรกิจและองค์กรจึงต้องปรับตัวเป็นอย่างมากเพื่อก้าวให้ทันผู้บริโภคในยุคนี้ โดยการประยุกต์ใช้เครื่องมือที่หลากหลายเพื่อใช้วางกลยุทธ์การสื่อสาร และนำช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ มาใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือขององค์กรให้เกิดกับผู้บริโภคอีกด้วย ในฐานะเอเจนซีผู้นำด้านประชาสัมพันธ์และดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ระดับโลก ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารแบบครบวงจรเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เฟลชแมน ฮิลลาร์ด ประเทศไทย มีความพร้อมในการให้คำปรึกษาและสนับสนุนก้าวใหม่ของสภาอุตสาหกรรมฯ ในการยกระดับกลยุทธ์ในการสื่อสารภาพลักษณ์ทั้งภายในและภายนอกองค์กรและขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนสอดคล้องกับยุคสมัยแห่งดิสรัปชั่นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” ทั้งนี้ ความร่วมมือและหุ้นส่วนในการส่งเสริมองค์ความรู้จาก 4 องค์กรชั้นนำระดับประเทศ จะช่วยสนับสนุนสภาอุตสาหกรรมและตอกย้ำบทบาทและภารกิจสำคัญของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการส่งเสริมและพัฒนาการประกอบอุตสาหกรรมสู่เป้าหมายการยกระดับภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความผันผวนของการค้าการลงทุนและเศรษฐกิจโลก ที่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจต้องตั้งรับและปรับตัวได้ทันท่วงที

เฮงเค็ล ประเทศไทย โชว์ Smart Factory โรงงานผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีกาว ชลบุรี เน้นสร้างสรรค์นวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

บริษัท เฮงเค็ล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และเทคโนโลยีกาวชั้นนำจากเยอรมนี โชว์นวัตกรรมการผลิตแบบ Smart Factory ที่โรงงานเทคโนโลยีกาว ชลบุรี สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน  ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ย้ำความเป็นผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีกาวเพื่ออุตสาหกรรมของโลก มร. อีริค อีเดลแมน ประธาน บริษัท เฮงเค็ล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ประเทศไทยถือเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีความสำคัญต่อเฮงเค็ลมาก ด้วยกลุ่มคนชั้นกลางและกำลังซื้อที่กำลังขยายตัว ในปีนี้บริษัทจึงมุ่งสร้างการเติบโตด้วยการปรับธุรกิจเข้าสู่ดิจิตอล โดยให้ความสำคัญกับคู่ค้าและผู้บริโภค รวมถึงเพิ่มนวัตกรรมและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจในระยะยาว ทั้งนี้ เฮงเค็ล ยังลงทุนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในสายการผลิตในไทย โดยใช้ดิจิตอลและอุตสาหกรรม...

แลนเซสส์ (LANXESS) แถลงผลประกอบการไตรมาสแรก 2019 ยังคงมั่นคง แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว

กรุงเทพมหานคร – แลนเซสส์ (LANXESS) ผู้นำในอุตสาหกรรมสารเคมีชนิดพิเศษประกาศผลประกอบการของไตรมาสแรก 2019 ที่ยังคงแข็งแกร่งแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง โดยมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย จากการดำเนินงานตามปกติ(EBITDA pre exceptionals) เพิ่มขึ้น 1.9 เปอร์เซ็นต์ เป็น 275 พันล้านยูโรเมื่อเทียบกับ 270 พันล้านยูโรในไตรมาสแรกของปีที่แล้วซึ่งแข็งแกร่งมาก สาเหตุหลักของพัฒนาการในเชิงบวกนี้มาจากความสามารถเพิ่มราคาขายและความได้เปรียบจากอัตราการแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะกับสกุลดอลล่าสหรัฐ ฯ ทำให้สัดส่วนของกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย จากการดำเนินงานตามปกติ (EBITDA margin pre exceptionals)  ดีขึ้นจาก 14.9 เปอร์เซ็นต์ในปีที่แล้วเป็น 15.1 เปอร์เซ็นต์ Matthias Zachert ประธานคณะผู้บริหารของ LANXESS AG เปิดเผยว่า “ถึงแม้ว่าสภาวะการค้าระหว่างประเทศจะชะลอตัวลง แต่เรายังคงเริ่มต้นได้ดีในปีการเงินใหม่นี้เป็นการพิสูจน์ว่าธุรกิจพวกเราแข็งแกร่งขึ้นมากใน 2-3 ปีที่ผ่านมา เรามีรายได้เพิ่มขึ้นมากจนชดเชยจากส่วนที่ลดลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ และเรายังคงทำกำไรเพิ่มขึ้นได้อีกครั้ง แถมยังดีกว่าเดิมเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่แล้วที่ผลประกอบการแข็งแกร่งมาก” ในไตรมาสแรกของปีการเงิน 2019 (พ.ศ. 2562) ยอดขายรวมทั้งกลุ่มบริษัททำได้ 1.822 พันล้านยูโรใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว กำไรสุทธิ (net income) เพิ่มขึ้น 3.7 เปอร์เซ็นต์จาก 81 ล้านยูโรในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วเป็น 84 ล้านยูโร กำไรต่อหุ้น (Earning per share) เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 4.5 เปอร์เซ็นต์จาก 0.89 ยูโรเป็น 0.93 ยูโร เนื่องมาจากจำนวนหุ้นสามัญโดยเฉลี่ยลดลง โดยในไตรมาศแรกของปีนี้แลนเซสส์ได้ซื้อหุ้นสามัญของตัวเองคืนเป็นมูลค่า 111 ล้านยูโรและซื้อได้เพิ่มขึ้นอีก 65 ล้านยูโรหลังจากนั้นจนถึงวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 200 ล้านยูโรจนสิ้นสุดโครงการลงในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562 สำหรับทั้งปีการเงิน 2019 แลนเซสส์คาดการณ์ว่า กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย จากการดำเนินงานตามปกติ (EBITDA pre exceptionals) จะอยู่ระหว่าง 1.000 พันล้านยูโรถึง 1.050 พันล้านยูโร โดยปีที่แล้วทั้งกลุ่มบริษัททำได้ที่ 1.016 พันล้านยูโร สามในสี่ของกลุ่มธุรกิจมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แม้ว่ายอดขายในตลาดการเกษตรยังคงลดลง​ แต่กลุ่มธุรกิจสารตัวกลางขั้นสูง (Advanced Intermediates) กลับเริ่มต้นปีการเงินใหม่ได้อย่างแข็งแกร่ง​ เป็นไตรมาสแรกในประวัติศาสตร์ของกลุ่มที่สามารถทำ​ยอดขาย​และ EBITDA จากการดำเนินงานได้สูงที่สุด​ โดยยอดขายในไตรมาสแรกนี้สูงถึง​ 586 ​ล้านยูโร​ เพิ่มขึ้นถึง  3.7​ เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วที่ทำได้​ 565​ล้านยูโร​...

โซเชี่ยล พลาสติก (Social Plastic) ถูกใช้ในบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ

เฮงเค็ล ก้าวไปอีกขั้นในการร่วมมือกับองค์กรเพื่อสังคม “ธนาคารพลาสติก”  โดยกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้าและดูแลบ้าน และผลิตภัณฑ์เพื่อความงามเตรียมจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์ทำจากพลาสติกรีไซเคิล 100% โดยที่มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดจะทำมาจากโซเชี่ยล พลาสติก ซึ่งเป็นพลาสติกที่เก็บรวบรวมมาก่อนที่มันจะถูกทิ้งลงสู่มหาสมุทรหรือแหล่งน้ำ การดำเนินการนี้เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเฮงเค็ลในการสร้างห่วงโซ่คุณค่าแบบหมุนเวียนสำหรับพลาสติก ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ไปพร้อมกันด้วย ทางออกสำหรับขยะพลาสติกและความยากจน เฮงเค็ล ได้เป็นพันธมิตรกับธนาคารพลาสติกตั้งแต่ 2017 โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการลดขยะพลาสติกในมหาสมุทรพร้อมปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คนที่ยากไร้ โดยเฉพาะในประเทศที่ขาดโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการขยะ ด้วยความช่วยเหลือจากเฮงเค็ล จึงได้มีการเปิดธนาคารพลาสติกเพิ่มอีกสามสาขาในประเทศเฮติ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก โดยคนในท้องถิ่นสามารถนำขยะพลาสติกที่รวบรวมมาได้เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงิน สินค้าหรือบริการก็ได้ วัสดุนี้เรียกว่าโซเชียล พลาสติก ที่จะถูกรวมกลับเข้าไปในห่วงโซ่คุณค่าของพลาสติกต่อไป โซเชียล พลาสติก ในบรรจุภัณฑ์ของเฮงเค็ล หลังจากประสบความสำเร็จกับ โครงการนำร่องดังกล่าวแล้ว  เฮงเค็ลกำลังก้าวต่อไป โดยได้มีการผสมผสานโซเชี่ยลพลาสติกในบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างเช่น ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป ในประเทศเยอรมนี ขวดเพ็ท (PET) ทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด Pro Nature ภายใต้แบรนด์ Biff, Pril และ Sidolin รวมถึงตัวขวดสำหรับผลิตภัณฑ์ซักผ้า Vernel Fresh...

โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการ ภายใต้มาตรการลดใช้พลาสติก

โดย : ณัฐนันท์ อภินันท์วัฒนกูล Economic Intelligence Center (EIC) ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาขยะพลาสติกที่มีปริมาณสูงขึ้นต่อเนื่องโดยไทยติดอันดับ 6 ของโลก ที่มีการทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุด คิดเป็นปริมาณราว1.3 ล้านตันต่อปี ทำให้ในปี 2018 ภาครัฐ จึงได้ออกมาตรการลดและยกเลิกการใช้พลาสติกซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเพื่อลดปริมาณขยะภายในประเทศ ขยะพลาสติกถูกทิ้งลงสู่แหล่งน้ำทั่วโลกประมาณปีละ 8 ล้านตัน โดยไทยติดอันดับ 6 ของประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุดในโลก Ocean Conservancy ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ศึกษาเรื่องการรักษาทรัพยากรทางทะเลคาดการณ์ว่า ขณะนี้ มีขยะพลาสติกไหลเวียนอยู่ในมหาสมุทร...

แลนเซสส์ (LANXESS) แถลงผลประกอบการปี 2018 ที่แข็งแกร่ง เริ่มต้นปีการเงินใหม่ค่อนข้างสดใส

กรุงเทพมหานคร : 22 มีนาคม พ.ศ. 2562 - แลนเซสส์ (LANXESS) ผู้นำในอุตสาหกรรมสารเคมีชนิดพิเศษของโลก ประกาศผลประกอบการของปี 2018 ที่แข็งแกร่ง มี EBITDA จากการดำเนินงานตามปกติเพิ่มขึ้น 9.8 เปอร์เซ็นต์ถึง 1.016 พันล้านยูโร เป็นไปตามที่ได้คาดการณ์ไว้เมื่อปีที่แล้วว่าจะมีกำไรอยู่ในช่วงบนสุดของช่วง 5-10 เปอร์เซ็นต์สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 925 ล้านยูโร (ไม่รวม ARLANXEO) Matthias Zachert ประธานคณะผู้บริหารของ LANXESS AG กล่าวว่า “แม้จะเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่เรายังคงสามารถทำตามสัญญาของเรา เราดำเนินงานก้าวหน้าไปได้ดีมากทั้งในด้านกลยุทธ์ และการปฏิบัติงาน: ตอนนี้แลนเซสส์มุ่งให้ความสำคัญกับสารเคมีชนิดพิเศษอย่างชัดเจน วันนี้เราจึงทำกำไรได้มากขึ้น มีเสถียรภาพมากขึ้นและสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นกว่าเดิม และนั่นก็เป็นผลตอบแทนที่ดี” ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นนั้นได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งในการดำเนินงานของกลุ่มสารตัวกลางขั้นสูง (Advanced Intermediates) สารเติมแต่งชนิดพิเศษ (Specialty Additives)  และวัสดุวิศวกรรม (Engineering Materials) รวมถึงธุรกิจที่ได้มาจากการรวมควบกับ Chemtura และธุรกิจสารเติมแต่งฟอสฟอรัสจาก Solvay ทำให้มี EBITDA margin จากการดำเนินงานตามปกติอยู่ที่ 14.1 เปอร์เซ็นต์ ยอดขายรวมของกลุ่มแลนเซสส์เพิ่มขึ้น 10.2 เปอร์เซ็นต์จาก 6.53 พันล้านยูโรในปี 2017 เป็น 7.197 พันล้านยูโร โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 431 ล้านยูโรสูงกว่าตัวเลขของปีก่อนหน้าที่ทำได้เพียง87 ล้านยูโรอย่างชัดเจน อันเนื่องมาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นปีต่อปีและผลกระทบทางบวกจากการขายหุ้นจำนวน 50 เปอร์เซ็นต์ของ ARLANXEO ที่แลนเซสส์ถือครองอยู่ออกไป นอกจากนี้กำไรสุทธิของปี 2017 ยังถูกลดลงสืบเนื่องมาจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (one-off expenses) เพิ่มปันผลต่อหุ้นอีกครั้ง ความสำเร็จในการดำเนินงานทางธุรกิจของปีการเงิน 2018 ทำให้คาดการณ์ว่า จะมีการปันผลสูงขึ้นให้กับผู้ถือหุ้นแลนเซสส์ โดยคณะกรรมการบริหารและกำกับดูแลจะเสนอเงินปันผลที่ 0.90...

แปรรูปพรมเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูง

การรีไซเคิลทางเคมีแทนการรีไซเคิลเชิงกลเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต แต่ปัจจัยสำคัญต่อการรีไซเคิลชนิดนี้คือการมีวัตถุดิบที่เพียงพอ ซึ่งทำให้บริษัท Circular Polymers พัฒนาวิธีการผลิตวัตถุดิบสำหรับการรีไซเคิลที่ทำจากพรมที่ใช้แล้วและขยะพลาสติกอื่น ๆ โดยโรงงานของ Circular Polymers ในเมือง Lincoln รัฐแคลิฟอร์เนียจะทำการแปรรูปพรมกว่า 30 ล้านปอนด์ต่อปี Circular Polymers ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในเทคโนโลยีการรีไซเคิลพรมที่พัฒนาโดย Broadview Group International LLC โดยเทคโนโลยีนี้ได้รับการพัฒนาต่อร่วมกันโดย Circular และ...

Stay connected

111FansLike
1,066FollowersFollow
13,900SubscribersSubscribe
- Advertisement -

Block title

Latest article

เตือนภัยสวนยาง! พบโรคใบร่วงชนิดใหม่ระบาดในยางพาราเขตภาคใต้ตอนล่าง

ขณะนี้ พบการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส หลังเคยพบการระบาดเป็นพื้นที่วงกว้างในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รุดลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน นายกฤษดา  สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กยท. ได้รับแจ้งจากเกษตรกรชาวสวนยาง ผ่าน กยท. จังหวัดนราธิวาสว่าพบต้นยางมีอาการใบร่วงเป็นจำนวนมากแทบหมดทั้งต้น โดยพบเป็นแห่ง ๆ ในพื้นที่ 3 อำเภอได้แก่ อำเภอระแงะ อำเภอแว้ง และอำเภอรือเสาะ ตนและคณะนักวิชาการด้านโรคพืช จึงได้ลงไปตรวจสอบเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่าจากการดูลักษณะอาการที่ปรากฏบนใบ และการร่วงของใบมีลักษณะเช่นเดียวกับการรายงานของประเทศสมาชิก IRRDB (อินโดนีเซีย มาเลเซีย และศรีลังกา) ที่ผู้เชี่ยวชาญได้ลงความเห็นว่าเชื้อสาเหตุคือ...

สมอ. ผนึกอาเซียน เพิ่มศักยภาพการส่งออกยาง ตั้งเป้าปี 63 คลอดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางเพิ่มอีก 10 มาตรฐาน

สมอ. ประชุมหารืออาเซียน ลดอุปสรรคทางการค้าผลิตภัณฑ์ยางในภูมิภาคเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทย พร้อมตั้งเป้าปี 2563 ออกมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่มอีก 10 มาตรฐาน จากที่กำหนดแล้ว 168 มาตรฐาน นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมยางพาราในประเทศไทยนับเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ และส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากประเทศไทย เป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก โดยในปีที่ผ่านมามีมูลค่าการส่งออกยางพารา จำนวนกว่า 147,343.4 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง จำนวนกว่า 353,442.9 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบัน สมอ. ได้กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากยางพาราแล้ว จำนวน 168 มาตรฐาน และมีแผนการกำหนดเพิ่มอีกในปี พ.ศ.2563 จำนวน 10 มาตรฐาน เช่น แผ่นยางปูทางผ่านเสมอระดับรถไฟ แผ่นยางปูพื้นสำหรับผู้พิการทางสายตา และยางรัดเอวพยุงหลัง ฯลฯ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ยางพาราธรรมชาติของไทย และในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา สมอ. เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานด้านผลิตภัณฑ์ยาง (Rubber-Based Product Working...

EEC คิกออฟ ระบบให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ EEC – OSS เอื้อนักลงทุนยื่นคำขออนุมัติ อนุญาตผ่านทางออนไลน์ ประหยัดเวลา ไม่ต้องเดินทาง

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC มีนโยบายอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม ที่เข้ามาประกอบธุรกิจในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยพัฒนาระบบให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ EEC One Stop Service : EEC-OSS  และมุ่งเน้นการพัฒนาระบบงานอย่างต่อเนื่อง ให้มีความทันสมัย เน้นความง่ายในการประกอบธุรกิจ รวมถึงความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยตามมาตรฐาน ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยว่า การพัฒนาระบบให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ EEC One Stop Service : EEC-OSS เป็นความร่วมมือกันของหน่วยงานเจ้าของกฎหมาย 8 ฉบับ ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอนามัย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(กพร.)ในการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินของหน่วยงานภาครัฐร่วมกัน เพื่อยกระดับการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรของภาครัฐผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานและการออกแบบสถาปัตยกรรมระบบที่สอดคล้องกับระบบบูรณาการศูนย์กลางบริการภาครัฐเพื่อภาคธุรกิจ(Biz Portal) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภาครัฐ และสามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐได้อย่างสะดวก...